RSS

หลักธรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนา

05 ก.ค.

มรรค : ธรรมที่ควรเจริญ
มรรคมีองค์ 8
มรรค แปลว่า หนทาง ในที่นี้ หมายถึง หนทางให้ถึงความดับทุกข์ หรือวิธีการดับทุกข์ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือการปฏิบัติตามทางสายกลาง มี 8 ประการ คือ            
1. สัมมาทิฐิ (ความเห็นชอบ) คือ ความเข้าใจในทางที่ถูกต้อง
2. สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ) คือ คิดในทางที่ถูกที่ควร คิดไม่พยาบาท คิดไม่เบียดเบียน
3. สัมมาวาจา (การเจรจาชอบ) คือ เว้นจากวจีทุจริต 4 (พูดปด พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ)
4. สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ) คือ เว้นจากกายทุจริต 3 (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม)
5. สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ) คือ เว้นจากการเลี้ยงชีพโดยทางที่ผิด
6. สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) คือ เพียรในที่ 4 สถาน (ปธาน 4) (เพียรละ เพียรระวัง เพียรรักษา
เพียรเจริญ)
7. สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) คือ ระลึกในสติปัฏฐานทั้ง 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม)
8. สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจไว้ชอบ) คือ เจริญฌาณทั้ง 4 (ปฐมฌาน ทุติยฌาณ ตติยฌาณ จตุตถฌาณ)

ปัญญา 3
ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ หรือความรู้ทั่ว มี 3 ประการ คือ
1. สุตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการศึกษา การได้ยินได้ฟัง และการสั่งสมข้อมูล
2. จินตามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการคิดใคร่ครวญ พิจารณาหาเหตุผล
3. ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการฝึกอบรมจิตให้บริสุทธิ์

สัปปุริสธรรม 7
สัปปุริสธรรม หมายถึง ธรรมที่ทำให้คนเป็นสัตบุรุษ (คนดี) หรือคุณสมบัติของผู้ดีมี 7 ประการ คือ
1. การรู้จักเหตุ (ธัมมัญญุตา) เช่น รู้จักว่าสิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุอันนี้ หรือกระทำตามหลักการข้อนี้ จึงจะทำให้เกิดผลที่ต้องการ เป็นต้น
2. การรู้จักผล (อัตถัญญุตา) เช่น รู้จักว่าสุขและทุกข์เป็นผลแห่งเหตุอันใด หรือรู้ว่าสิ่งที่ตนกระทำอยู่มีความมุ่งหมายอย่างไร เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไรบ้าง เป็นต้น
3. การรู้จักตน (อัตตัญญุตา) เช่น รู้ว่าตนคือใคร มีฐานะ ภาวะ เพศ กำลังความรู้ ความสามารถ ความถนัด คุณธรรม เป็นต้น บัดนี้เท่าไร อย่างไร แล้วประพฤติให้เหมาะสม และรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงต่อไป
4. การรู้จักประมาณ (มัตตัญญุตา) หรือรู้จักความพอดี ในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตและรู้จักประมาณในการจับจ่ายใช้สอย
5. การรู้จักกาล (กาลัญญุตา) เช่น รู้ว่ากาลไหนควรทำอะไร หรือรู้ว่าจะทำสิ่งใดต้องให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น
6. การรู้จักชุมชน (ปริสัญญุตา) เช่น รู้ว่าคนกลุ่มนี้เมื่อเข้าไปหาจะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดแบบนี้ จะต้องสงเคราะห์อย่างนี้ เป็นต้น
7. การรู้จักบุคคล (ปุคคโลปรปรัญญุตา) เช่น รู้ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ว่าแต่ละคนมีนิสัย ความสามารถ ความชอบ คุณธรรมแตกต่างกัน ควรคบหรือไม่ หรือเมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยควรปฏิบัติต่อเขาอย่างไร จะใช้วิธีการตำหนิ ยกย่อง หรือแนะนำสั่งสอนอย่างไร เป็นต้น
กล่าวโดยสรุปแล้ว สัตบุรุษ คนดีหรือผู้ดีนั้น จะต้องเป็นคนที่รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้ชุมชน (หรือสถานที่) รู้บุคคลเป็นอย่างดี จึงจะถือว่าเป็นผู้ที่ฉลาดในทุกที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่ออย่างแท้จริง

บุญกิริยาวัตถุ 10
บุญกิริยาวัตถุ 10 หมายถึง ทางแห่งการทำบุญ หรือทางแห่งการทำความดี มี 10 ประการ คือ
1. ทานมัย ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ หรือบริจาคทาน
2. สีลมัย ทำบุญด้วยการรักษาศีล หรือประพฤติแต่สิ่งที่ดี
3. ภาวนามัย ทำบุญด้วยการเจริญภาวนาคือ ฝึกอบรมจิตใจ
4. อปจายนมัย ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน
5. เวยยาวัจจมัย ทำบุญด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้ หรือการบำเพ็ญประโยชน์
6. ปัตติทานมัย ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น
7. ปัตตานุโมทนามัย ทำบุญด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น หรือชื่นชมผู้อื่น
8. ธัมมัสสวนมัย ทำบุญด้วยการฟังธรรม หรือศึกษาหาความรู้
9. ธัมมเทสนามัย ทำบุญด้วยการสั่งสอนธรรม ให้ความรู้ หรือให้กำลังใจแก่ผู้อื่น
10. ทิฏฐุชุกัมม์ ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรง เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี เป็นต้น

อุบาสกธรรม 7
อุบาสกธรรม หมายถึง ธรรมที่เป็นหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน หรือข้อปฏิบัติสำหรับชาวพุทธที่จะพึงปฏิบัติต่อพระพุทธศาสนา มี 7 ประการ คือ
1. ไปวัดเป็นนิจ เพื่อประกอบกิจทางพระศาสนา เช่น ทำบุญตักบาตร รักษาศีล ฟังธรรม ไปเพื่อพบพระสงฆ์ผู้ทรงศีลเพื่อสนทนาธรรม หรือสอบถามถึงสารทุกข์สุขดิบของพระภิกษุสามเณรว่าขาดเหลือสิ่งใด มีอะไรที่ตนพอจะช่วยเหลือเกื้อกูลทางวัดได้บ้าง
2. ฟังธรรมสม่ำเสมอ การฟังธรรมอาจทำได้หลายทาง เช่น ไปฟังธรรมที่วัด หรือติดตามรับฟังจากสถานีวิทยุ โทรทัศน์ เปิดเทปธรรมะหรือซีดีธรรมะฟังอยู่ที่บ้าน ไปฟังการบรรยายธรรม เสวนาธรรม อภิปรายธรรมที่จัดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ ก็ได้เช่นกัน
3. ศึกษาหาความรู้ในเรื่องข้อวัตรปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไป ชาวพุทธที่ดีนอกจากหมั่นเข้าวัดฟังธรรมแล้ว ควรศึกษาหาความรู้เรื่องหลักการทางพระพุทธศาสนา และศึกษาถึงข้อวัตรปฏิบัติที่จะทำให้ตนเองมีความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เช่น คอยติดตามข่าวสารบ้านเมือง อ่านหนังสือธรรมหรือหนังสือความรู้ทั่วไปอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น
4. มีความเสื่อมใสในพระสงฆ์อย่างเสมอภาคกัน ไม่เลือกที่รักมักที่ชังว่าเป็นพระเถระหรือเป็นพระภิกษุหนุ่มสารเณรน้อย การให้ความอุปถัมภ์บำรุงหรือการปฏิบัติต่อพระสงฆ์จึงควรปฏิบัติให้เสมอภาคกัน ไม่แบ่งชั้นวรรณะ หรือยึดถือตามยศถาบรรดาศักดิ์ เพราะพระภิกษุ สามเณรถือว่าเป็นผู้ที่สละเพศฆราวาสและฐานะทางสังคมเข้ามาสู่พระธรรมวินัยด้วยความเสมอภาคกัน
5. ตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพ คือ ไม่ลบหลู่หรือคอยเพ่งโทษจับผิด หรือตำหนิติเตียนพระสงฆ์ ซึ่งนอกจากจะทำให้จิตเศร้าหมองแล้ว ยังทำให้กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย เป็นที่ชิงชังรังเกียจของผู้อื่นที่มีความเลื่อมใสศรัทธา เสียประโยชน์ที่พึงมีพึงได้โดยใช่เหตุ
6. ไม่แสวงหาบุญเขตหรือผู้วิเศษนอกหลักคำสอนพระพุทธศาสนา เช่น การไปหาเจ้าพ่อเจ้าแม่ การทรงเจ้าเข้าผี เป็นต้น เพราะพระพุทธศาสนาได้วางหลักแห่งการทำบุญ หรือที่เรียกว่าบุญกิริยาวัตถุไว้ถึง 10 วิธีด้วยกัน การทำบุญทั้ง 10 วิธีนั้น ถือว่าเป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยมที่ชาวพุทธควรยึดถือปฏิบัติได้เป็นอย่างดี
7. เอาใจใส่ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา สิ่งที่พึงปฏิบัติของชาวพุทธที่ดีอีกประการหนึ่งก็คือ เอาใจใส่ทำนุบำรุงและปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา เช่น ช่วยกันเผยแผ่หลักธรรมคำสอน สงเคราะห์พระภิกษุสงฆ์สามเณร หรืออุปถัมภ์บำรุงวัดวาอารามต่างๆ เมื่อพระพุทธศาสนามีภัยคุกคาม ช่วยกันปกป้องคุ้มครอง เป็นต้น

มงคล 38
มงคล แปลว่า ธรรมอันนำมาซึ่งความสำเร็จ ความสุข ความเจริญ มี 38 ประการ ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นี้ จะกล่าวถึงมงคลเพียง 4 ประการ ดังนี้
1. มงคลที่ 8 มีศิลปวิทยา คำว่า “ศิลปะ” หมายถึง การนำเอาความรู้มาใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติ “วิทยา” หมายถึง ความรู้ ดังนั้น การมีศิลปวิทยาจึงหมายถึง การฉลาดรู้ ฉลาดทำ หรือการคิดเป็น ทำเป็นนั่นเอง การที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิต หรือประสบความสำเร็จในด้านใดด้านหนึ่งนั้น ประการแรกเราจะต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดีเสียก่อน (รู้หลักทฤษฎี) ประการต่อมาเราจะต้องมีศิลปะ (รู้หลักในการปฏิบัติ) คือ มีความสามารถในทางปฏิบัติ มีเทคนิคเฉพาะตัว รู้จักยืดหยุ่น และพลิกแพลงความรู้ที่มีอยู่นั้นให้เกิดผลสัมฤทธิ์
คนที่มีความรู้เพียงอย่างเดียวแต่ขาดศิลปะนั้น จึงมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำเนื่องจากรู้แต่หลักทฤษฎี ขณะเดียวกันกลับขาดทักษะในการปฏิบัติ เช่น รู้ว่าการทำกับข้าวจะต้องใส่เครื่องปรุงอะไรบ้าง แต่หากให้แต่ละคนมาทำกับข้าวโดยให้ใส่เครื่องปรุงเท่าๆ กัน ใช่ว่าอาหารที่ทำนั้นจะอร่อยเหมือนกันเสมอไป เนื่องจากแต่ละคนย่อมมีเทคนิคหรือเคล็ดลับที่แตกต่างกันออกไป “เคล็ดลับ” ในที่นี้นั่นเองที่เราเรียกกันว่า “ศิลปะ”
ผู้ที่มีศิลปวิทยาหรือเรียกอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอุดมมงคลต่อชีวิต เนื่องจากเขาผู้นั้นย่อมสามารถเลี้ยงตนและครอบครัวให้มีความสุขได้ ขอเพียงให้เขารู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างแท้จริง มีความชำนิชำนาญ เชี่ยวชาญเป็นอย่างดี แม้เพียงอย่างเดียวก็สามารถเลี้ยงชีพได้ ดังบทกวีที่สุนทรภู่กล่าวไว้ว่า
อันความรู้ รู้กระจ่าง เพียงอย่างเดียว
ขอให้เชี่ยว ชาญเถิด คงเกิดผล
อาจประเสริฐ เชิดชู ฟูสกนธ์
ถึงคนจน พงศ์ไพร่ ก็ได้ดี
2. มงคลที่ 29 พบสมณะ สมณะ แปลว่า ผู้สงบ ในที่นี้ได้แก่พระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับการฝึกฝนพัฒนาตนเอง ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจเป็นอย่างดีแล้ว จนได้ชื่อว่าเป็นผู้สงบระงับจากบาปกรรมอย่างแท้จริง
การพบสมณะที่ถือว่าเป็นอุดมมงคลนั้นก็คือ การพบผู้ทรงศีล หรือสมณะผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งทางกาย วาจา และใจ กล่าวคือ ผู้มีสมณสารูป (กิริยาอาการตามแบบสมณะ) มีความสำรวมระวัง ไม่คะนองกาย ไม่คะนองวาจา ไม่ว่าร้ายใคร ไม่ทำร้ายใคร มีความเมตตากรุณาสงบเยือกเย็นเป็นปกตินิสัย ไม่เป็นที่หวาดระแวงต่อผู้ที่ได้พบเห็น ใครได้พบเห็นสมณะเช่นนี้ย่อมเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เพราะสมณะหรือพระสงฆ์กล่าวได้ว่าเป็นต้นแบบของคนดี การได้พบกับคนดี การได้เข้าใกล้คนดี หรือการปรากฏตัวของคนดีคนหนึ่งนั้น อาจเป็นแรงบันดาลใจต่อผู้ที่ได้พบเห็น
สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อพบสมณะ ได้แก่
1) หากไทยธรรมมีอยู่ พึงต้อนรับด้วยไทยธรรมนั้นตามสมควร
2) หากไทยธรรมไม่มี พึงกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์
3) หากไม่สะดวกที่จะกราบ จึงประนมมือไหว้
4) หากไม่สะดวกที่จะไหว้ พึงยืนตรง หรือแสดงความเคารพด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น หลีกทางให้ เป็นต้น
3. มงคลที่ 26 ฟังธรรมตามกาล คือ การหาเวลาไปฟังคำอบรมสั่งสอนจากผู้ที่มีธรรมะ ซึ่งสามารถให้คำแนะนำ หรืออบรมสั่งสอนให้เราเป็นคนดี เป็นการยกระดับจิตใจและสติปัญญาของเราให้สูงขึ้น การฟังธรรมอาจฟังจากพระสงฆ์ หรือจากผู้ที่ทรงคุณธรรมทั่วไป เพราะผู้ที่ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมนั้นนับว่าเป็นปูชนียบุคคลที่เราควรเคารพบูชา กราบไหว้ และน้อมรับเอาคำแนะนำพร่ำสอนของท่านมาปรับปรุงแก้ไขตนเอง เนื่องจากคนที่มีคุณธรรมสูงส่งนั้นเสมือนเป็นกระจกเงาที่คอยส่องสะท้อนให้เราเห็นข้อบกพร่องผิดพลาดของตนเองได้เป็นอย่างดี
กาลที่ควรฟังธรรม ตามหลักทางพระพุทธศาสนากำหนดวันฟังธรรมที่เรียกว่า “วันธรรมสวนะ” (วันพระ) ไว้เดือนละ 4 วัน เพราะการฟังธรรมจะช่วยขจัดความไม่สงบของจิตใจได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่เมื่อไม่สามาระไปฟังธรรมที่วัดในวันธรรมสวนะได้ เราอาจติดตามรับฟังได้จากสถานีวิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต หรืออาจเปิดเทป และซีดีธรรมะ เนื่องจากปัจจุบันรายการธรรมะและเทปธรรม หรือซีดีธรรมะมีจำหน่ายจ่ายแจกกันอย่างแพร่หลาย
อานิสงส์ของการฟังธรรม มีดังนี้
1) ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง เป็นการเพิ่มพูนความรู้ใหม่
2) เป็นการทบทวนความรู้เดิม กล่าวคือ บางเรื่องอาจเคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจ เมื่อได้ฟังซ้ำอีกก็เข้าใจชัดเจน แตกฉาน สามารถจดจำได้แม่นยำยิ่งขึ้น
3) คลายความสงสัยเสียได้ กล่าวคือ บางเรื่องเราอาจลังเลสงสัยตัดสินใจไม่ได้ เมื่อได้ฟังธรรมแล้ว อาจทำให้คลายสงสัยลงได้
4) เป็นการทำความเห็นให้ตรง กล่าวคือ บางทีเรามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง (สัจธรรม) เมื่อได้ฟังธรรมบ่อยๆ ย่อมช่วยให้เราเข้าใจโลกและชีวิตได้ตามความเป็นจริง
5) เป็นการฝึกอบรมจิตใจให้สูงขึ้น เพราะการฟังธรรมเป็นการพัฒนาตนเองตามหลักแห่งไตรสิกขา กล่าวคือ ศีล สมาธิ และปัญญา เมื่อฟังธรรมบ่อยๆ จิตย่อมผ่องใส สติปัญญาเฉียบแหลมยิ่งขึ้น
4. มงคลที่ 30 สนทนาธรรมตามกาล คือ การที่คนสองคนขึ้นไปพูดคุยสนทนากันเรื่องธรรมะ หรือคุยกันในเรื่องบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ ซึ่งมีสาระอันนำมาซึ่งสติปัญญา และช่วยยกระดับจิตใจของคู่สนทนาให้สูงยิ่งขึ้น การพูดคุยนอกจากนี้ไม่ถือว่าเป็นการสนทนาธรรม เป็นเพียงการพูดคุยกันในเรื่องทั่วไป
การสนทนาธรรมนั้น อาจเป็นการสนทนากับพระสงฆ์ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือเพื่อนที่มีอัธยาศัยใกล้เคียงกัน มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน สามารถพูดคุยกันด้วยหลักแห่งเหตุผล เพื่อหาข้อสรุปว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดีอย่างไร เนื่องจากการสนทนาธรรมจำเป็นจะต้องใช้หลักแห่งเหตุผลมาสนับสนุนคำพูดของเราให้มีน้ำหนัก น่าเชื่อถือ มีที่อ้างอิงซึ่งสามารถเชื่อถือได้ ฉะนั้น การสนทนาธรรมจึงเป็นการฝึกฝนการใช้ความคิดอย่างเป็นระบบ
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า การสนทนาธรรมตามกาลเป็นอุดมมงคลแก่ชีวิตและทรงสนับสนุนให้พระภิกษุสงฆ์ ตลอดถึงพุทธศาสนิกชนทั่วไปสนทนาธรรมกันอย่างสม่ำเสมอกล่าวคือ เมื่อมีข้อสงสัยในเรื่องธรรมะหรือมีประเด็นที่น่าสนใจเกิดขึ้น เราควรหาโอกาสนั่งสนทนากัน ซักถามพูดคุยกันอย่างเปิดเผยและมีจิตประกอบด้วยเมตตา ให้เกิดความสมานฉันท์ในหมู่คณะและจะได้ซาบซึ้งในหลักธรรมมากยิ่งขึ้น

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: