RSS

หลักธรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนา (3)

05 ก.ค.

สมุทัย : ธรรมที่ควรละ
หลักกรรม
กรรม หมายถึง การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา หรือมีความจงใจ ทำดี เรียกว่า กรรมดี (กุศลกรรม) ทำชั่ว เรียกว่า กรรมชั่ว (อกุศลกรรม) หลักกรรม เป็นหลักแห่งเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า “กฎแห่งกรรม” กฎแห่งกรรมเป็นกฎธรรมชาติที่เป็นเหตุเป็นผลกัน ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำดีย่อมได้ดี ผู้ทำชั่วย่อมได้ชั่ว” เป็นต้น กรรมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่    
1. การกระทำทางกาย เรียกว่า กายกรรม
2. การกระทำทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม
3. การกระทำทางใจ เรียกว่า มโนกรรม
วัฏฏะ 3
วัฏฏะ หมายถึง วงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์โลกที่ยังเต็มไปด้วยกิเลส มี 3 ประการ คือ

วงจรวัฏฏะ 3

1. กิเลสวัฏฏะ (วงจรกิเลส) หรือเรียกว่า กิเลส ประกอบด้วย อวิชชา (ความไม่รู้จริง) ตัณหา (ความอยาก) และอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น)
2. กรรมวัฏฏะ (วงจรกรรม) หรือเรียกว่า กรรม (การกระทำ)
3. วิปากวัฏฏะ (วงจรวิบาก) หรือเรียกว่า วิบาก (ผลแห่งกรรม)
สิ่งทั้งสามอย่างนี้ที่ทำให้สัตว์โลกต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏเพราะในเมื่อคนเรายังมีกิเลส (ความไม่รู้จริง ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น) จึงเป็นเหตุให้ต้องทำกรรมดีกรรมชั่วปะปนกันไป และเมื่อทำกรรมย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น ซึ่งเรียกว่า “วิบาก” เมื่อได้รับผลอย่างใดอย่างหนึ่งจึงเกิดความชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง เกิดเป็นตัณหาอุปาทาน ซึ่งเรียกว่า “กิเลส”

ปปัญจธรรม 3
ปปัญจธรรม 3 หมายถึง กิเลสที่ทำให้เสียเวลา ทำให้การประพฤติปฏิบัติธรรมหรือการทำความดีไม่ได้ผลมี 3 ประการ คือ
1. ตัณหา ได้แก่ ความเห็นแก่ตัว ความปรารถนาที่จะอยากได้ของของคนอื่นโดยมิชอบ ละโมบโลภมากนึกถึงแต่ประโยชน์ของตนเอง
2. มานะ ได้แก่ ความถือตัว ทนงตน ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ คิดว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น ผยองพองตน คิดว่าตนเองดีที่สุด ถูกต้องที่สุด
3. ทิฐิ ได้แก่ ความยึดติดในความคิดเห็นของตนโดยไม่ยอมรับฟังผู้อื่น หรือยึดถือในลัทธิทฤษฎี อุดมการณ์ต่างๆ อย่างลุ่มหลงโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง หรือความเป็นไปได้จากส่วนอื่นๆ ดังนั้น จึงเรียกคนที่มีความคิดเช่นนี้ว่า เป็นคนที่ยึดติดในทฤษฎี หรือคนที่มีความคิดคับแคบ
ทั้งสามประการนี้เป็นอกุศล เมื่อเกิดขึ้นกับผู้ใดย่อมทำให้ผู้นั้นเนิ่นช้า เสียเวลา เป็นที่รังเกียจของผู้อื่น เพราะบุคคลที่ประกอบด้วยตัณหา มานะ และทิฐินี้ ย่อมถือว่าตนเองถูกต้องที่สุด ยึดเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง หลงตัวเอง โดยไม่ยอมฟังใคร จึงทำให้เขาเสียประโยชน์ที่พึงจะได้รับ ดังนั้น ผู้ที่หวังความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตจึงควรละเว้นจากธรรมทั้งสามประการนี้

 

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: